การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน

1225924
การมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนา ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ชุมชนเกิดการพัฒนา เช่น การมีส่วนร่วม หลักการพัฒนาชุมชน กระบวนการพัฒนาชุมชน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องใช้ในงานพัฒนาชุมชน และคนก็มีส่วนสำคัญที่สุด เพราะ คนเป็นศูนย์กลางหลักในการพัฒนาที่จะทำให้ชุมชนมีการพัฒนาไปในทางที่ดี การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจของการพัฒนาชนบท ไม่มีประเทศไหนที่พัฒนาโดยปราศจากการร่วมมือของประชาชน โดยเป้าหมายของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานและคุณภาพ จึงได้เปิดโอกาสและมีกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพภาคประชาชนเพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วม ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สร้างความรู้ความเข้าใจและรับรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ในระบบหลักประกันสุขภาพ

การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจทำได้หลายระดับและหลายวิธี ซึ่งบางวิธีสามารถทำได้อย่างง่ายๆ แต่บางวิธีก็ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะและศักยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคู่กันไปด้วย

หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

1.การให้ข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่ำที่สุด แต่เป็นระดับที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ
2.การรับฟังความคิดเห็น เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคิดเห็นเพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีต่างๆ
3.การเกี่ยวข้อง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะทางที่นำไปสู่การตัดสินใจ
4.ความร่วมมือ เป็นการให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม โดยเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจ และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
5.การเสริมอำนาจแก่ประชาชน เป็นขั้นที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

ปัญหาในชุมชนผู้อยู่อาศัยในชนบทไทย

ปัญหาในชุมชนผู้อยู่อาศัยในชนบทไทย
ชุมชนผู้อยู่อาศัยในชนบทไทย เป็นสังคมที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญมีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ชาวบ้านรู้จักคุ้นเคยกันแบบญาติพี่น้อง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ส่วนรวมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคม ได้แก่ วัด โรงเรียน และสถานีอนามัย มีผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่างเช่น รายได้จาผลิตผลทางการเกษตรร่วมกันและได้รับผลดีผลเสียจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติร่วมกัน
ปัญหาในชุมชนผู้อยู่อาศัยในชนบทไทย
1. ปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ที่มักจะพบในชนบทได้แก่ โรคขาดอาหาร เพราะชาวบ้านขาดความรู้เกี่ยวกับคุณภาพอาหาร การบริการทางการแพทย์ และการอนามัยไม่ทั่วถึง การจัดบ้านเรือนไม่ถูกสุขลักษณะ การรักษาพยาบาลไม่ถูกวิธี นิยมรักษาด้วยยาแผนโบราณ ขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับบริโภคที่สะอาด ปัญหาเหล่านี้เป็นเหตุให้ชาวชนบทต้องเสียชีวิตลงทีละมาก ๆ
2. ปัญหาด้านการศึกษา ชาวชนบทส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำ เนื่องจากชนบทอยู่ห่างไกลจากศูนย์การปกครอง ทำให้ขาดแคลนสถานศึกษา ครูผู้สอน และอุปกรณ์การสอนที่ทันสมัย ประชากรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพยากจน จึงไม่มีเงินส่งลูกให้ศึกษาเล่าเรียนในระดับสูงได้ การประกอบอาชีพก็ทำได้แค่เลี้ยงตนเองและครอบครัวเท่านั้น เพราะไม่สามารถนำความรู้จากการศึกษามาพัฒนาการประกอบอาชีพได้
3. ปัญหาการขาดแคลนที่ดินเพื่อใช้ทำกิน ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในด้านต่าง ๆ และประชากรประมาณร้อยละ 80 มีอาชีพเกษตรกรรมและอาศัยอยู่ในชนบท ที่ดินจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งสำหรับการเพะปลูก แต่ตามสภาพความเป็นจริง เกษตรกรมีที่ดินไม่เพียงพอสำหรับการเพะปลูก
4. ปัญหาความยากจน เกษตรกรของประเทศไทยส่วนใหญ่ยากจน และมีทุนน้อยซึ่งสาเหตุของความยากจนมี
1. ชาวชนบทไทยมีครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ มีคนจำนวนมากราย ได้ไม่พอกับรายจ่าย
2. ที่ดินของเกษตรกรขาดความอุดมสมบูรณ์ เพราะสภาพของดินฟ้าอากาศแห้งแล้ง ปลูกพืชไม่ได้ผลเท่าที่ควร
3. ชาวชนบทยังทำงานไม่เต็มที่ เมื่อมีเวลาว่างมักจะใช้เวลาว่างไปในทางที่ไร้ประโยชน์ เช่น เล่นการพนัน เที่ยว ไม่ชอบทำงาน เฉื่อยชาปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม ฯลฯ

ที่อยู่อาศัยมีวิวัฒนาการมายาวนานบ้านในถิ่นฐานของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาช้านาน

3

ปัจจัยพื้นฐานของมุนษย์หนึ่งในนั้นก็คือ ที่อยู่อาศัย หรือที่เราเรียกว่า “บ้าน” การก่อสร้างอาคารนั้นได้มีวิวัฒนาการมายาวนาน บ้านในถิ่นฐานของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาช้านาน ซึ่งเรามักเรียกการก่อสร้างบ้านแบบนี้ว่า “บ้านทรงไทย” ซึ่งเป็นการก่อสร้างตามความเหมาะสม ตามสภาพอากาศ วัสดุ พฤติกรรม สภาพสังคม และเทคโนโลยี ต่อมาสภาพแวดล้อมและปัจจัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม จากไม้ซึ่งเป็นวัสดุหลัก เริ่มหายาก มีราคาสูงขึ้น และทัศนคติที่ต้องการสร้างบ้านแบบฝรั่ง ที่แลดูทันสมัย หรือที่เรียกว่า “บ้านปูน” เพราะมีความสะดวกสบาย เหมาะกับการอยู่อาศัย ซึ่งช่วงเวลาในการวิวัฒนาการจากบ้านทรงไทยมาเป็นบ้านปูนในปัจจุบันนั้นใช้เวลาประมาณ 50-70 ปี

ปัจจุบันสภาพแวดล้อม และปัจจัยเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก อุณหภูมิตลอดปีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ร้อน หรือหนาว ทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศช่วย เพื่อให้สภาพอากาศภายในอาคารนั้นอยู่ในสภาวะอยู่สบาย หรืออุณหภูมิอยู่ประมาณ 25 องศาเซนเชียส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอากาศภายในอาคารจะอยู่ประมาณ 32 องศาเซนเซียสนั้น หมายถึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อรีดเอาความร้อนในอากาศออกประมาณ 7 องศาเซนเซียส อันเนื่องมาจากปัญหาจากโลกร้อน ทำให้สภาพอากาศโดยทั่วไปนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึง อาคารปูน ที่ก่ออิฐฉาบปูนนั้น ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตลอดเวลา และภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ พายุ ลูกเห็บ ฟ้าผ่า ดินถล่ม โคลนถล่ม ตลอดจนภัยร้อน ภัยหนาว เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระทบต่อการอยู่อาศัยในบ้านเรือนในปัจจุบัน และก็ยังมีแนวโน้มถี่ และรุนแรงมากยิ่งขึ้นตลอดเวลา

ขบวนการก่อสร้างบ้านแบบเดิมที่มีความสลับซับซ้อน วัสดุก่อสร้างนั้นมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากทรัพย์ทางธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ปริมาณวัสดุเสียเศษเป็นจำนวนมาก และการใช้แรงงานจำนวนมาก หลากหลายสาขา ก็มีแนวโน้มหายาก แรงงานขาดฝีมือที่ดี และมีราคาค่าแรงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นปัจจัยลบที่เข้ามากระทบต่อการก่อสร้างอาคารในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

วิถีชีวิตของคนไทยในสามช่วงเวลานี้กล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันและไม่มีความแตกต่างกันมากนัก

12

วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย คือ การเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ทุกคนอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนในระดับครอบครัว เป็นครอบครัวขยายที่มีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่รวมกัน คือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน รวมทั้งมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกัน โดยมีศูนย์กลางของชุมชน คือ ศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ผู้ใหญ่ในชุมชน เช่น พระ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้รับการนับถือและเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งในชุมชน มีขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่น และความเชื่ออันเนื่องมาจากการเป็นสังคมเกษตรกรรม จากการนับถือศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีสางเทวดาเมื่อเวลาผ่านไป สังคมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความคิด ค่านิยม อุดมการณ์ การเมืองการปกครอง และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งมีผลให้วิถีชีวิตของคนไทยในสมัยต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน

วิถีชีวิตของคนไทยในสามช่วงเวลานี้กล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันและไม่มีความแตกต่างกันมากนัก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยที่เห็นได้ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา
สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นสรุปได้ดังนี้ ด้านการเมืองการปกครอง ในสมัยอยุธยาได้รับคติการปกครองแบบสมมติเทพมาจากเขมรที่ผู้ปกครองเปรียบดังเทพเจ้า จึงมีข้อปฏิบัติตามกฏมณเฑียรบาลที่ทำให้ผู้ปกครองมีความแตกต่างจากประชาชน เช่น การใช้ราชาศัพท์ การมีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎรจึงห่างเหินกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองก็เป็นธรรมราชาด้วยเช่นกัน สำหรับประชาชนถูกควบคุมด้วยระบบไพร่ ต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้กับทางราชการ

ด้านเศรษฐกิจ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองและยังชีพอยู่ได้ ราษฎรสามารถผลิตสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใช้เองในครัวเรือน การค้าขยายตัวไม่มากเพราะถูกผูกขาดโดยพระคลังสินค้า สินค้าของตะวันตกส่วนใหญ่ขายได้เฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น อาวุธปืน กระสุนปืน และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ใช้ในราชสำนักหรือสำหรับกลุ่มที่มีฐานะ การติดต่อค้าขายกับภายนอกมากขึ้น ทำให้มีการจัดระเบียบหน่วยงานต่าง ๆ ชัดเจน เช่น มีกรมท่าและพระคลังสินค้าดูแลการติดต่อและการค้ากับต่างประเทศ การจัดระบบภาษีอาการและระบบเงินตรา ด้านสังคมและวัฒนธรรม จากการติดต่อกับชุมชนภายนอก ไม่ว่าทางการค้า การทำสงคราม รวมถึงมีชาวต่างชาติเข้ามารับราชการในราชสำนัก ทำให้สังคมไทยสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีจากเขมร อินเดีย มอญ จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย อาหรับ ยุโรป เช่น การกำหนดชนชั้นของคนในสังคม กฎหมาย ประเพณี พระราชพิธีและธรรมเนียมในราชสำนัก วิถีการดำเนินชีวิตต่าง ๆ เช่น การดื่มชา การใช้เครื่องถ้วยชาม เครื่องเคลือบ การปรุงอาหาร และขนมหวาน

แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในสังคมไทยมีที่มาหลายทางส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดแบบสหกรณ์

12

สังคมชนบท หมายถึง เขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้องสังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย

สังคมเมือง หมายถึง บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็กสมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฏหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในสังคมไทยมีที่มาหลายทาง ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดแบบสหกรณ์ และแนวคิดเกษตรผสมผสาน ส่วนหนึ่งมาจากรากฐานทางพุทธศาสนาและงานพัฒนาของคริสต์ศาสนา ส่วนหนึ่งจะมาจากแนวคิดของนักพัฒนาเอกชน และสุดท้ายที่มีพลังทางสังคมค่อนข้างมาก คือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเสนอ “ทฤษฎีใหม่” และ “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งก็มีแนวคิดของนักคิดไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหรือสอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน