เว็บไซต์เทคโนโลยีทางการศึกษาชุมชนและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน


ปัจจุบัน สังคมไทยและสังคมโลกได้ขยายตัวอย่างซับซ้อน อีกทั้งมีการติดต่อและเชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิดทุกด้าน ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ตลอดจนสร้างแรงกดดันและกระตุ้นให้เกิดความจำเป็นทางด้านการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของประชาชน เพื่อดำเนินชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ๆ เพิ่มพูนขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล ความรู้และสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในระบบก็เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความรู้และข่าวสารในชีวิตประจำวันก็เพิ่มมากขึ้นทั้งปริมาณ คุณภาพ และความรวดเร็ว การพัฒนาระบบการศึกษาเรียนรู้ ตลอดจนการสร้างความเคลื่อนไหวทางการศึกษาเรียนรู้ในชุมชน จึงมีความจำเป็นทั้งต่อสภาวการณ์ปัจจุบันของสังคมและในอนาคต

นวัตกรรมการศึกษาชุมชน เป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาเพื่อใช้ดำเนินการและปฏิบัติการอย่างเป็นระบบเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสำคัญ ๓ ประการที่บูรณาการไปด้วยกัน คือ การแก้ปัญหาที่ต้องการได้ การเป็นโอกาสก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ของปัจเจกและชุมชนให้ได้เพิ่มพูนศักยภาพในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเองให้ทัดเทียมกับความจำเป็นของสังคมอยู่เสมอ และการได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นในชุมชนเพื่อปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆด้วยวิธีคิดและวิธีการใหม่ๆอันก่อให้เกิดผลดี เพิ่มพูนความแตกต่างหลากหลายให้ยืดหยุ่นพอเพียงมากขึ้นต่อการขยายตัวอันซับซ้อนของสังคมและความจำเป็นบนทางเลือกต่างๆ รวมทั้งสร้างความแตกต่างได้มากกว่าวิธีการดังที่เคยใช้และดำเนินการกันอยู่ทั่วไป ทั้งในเชิงระบบปฏิบัติ สิ่งของเครื่องใช้ ปัจจัยการดำเนินชีวิต เทคโนโลยีและวิธีบริหารจัดการทางการปฏิบัติต่างๆของชุมชน เช่น เวทีการเรียนรู้ชุมชน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสื่อสารเรียนรู้ชุมชน เครือข่ายสร้างความรู้และคลังความรู้ออนไลน์ สื่อและความรู้เพื่อหลักสูตรการเรียนรู้ท้องถิ่น เครือข่ายการท่องเที่ยวเรียนรู้เกษตรกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เครือข่ายถอดบทเรียนและเสริมศักยภาพการจัดการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาท้องถิ่น เครือข่ายวิจัยและปฏิบัติการสังคมท้องถิ่น หนังสือการ์ตูนท้องถิ่นพัฒนาการอ่าน เหล่านี้เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กิจกรรมสังคมวัฒนธรรมที่มีบทบาทต่อการพัฒนาการเรียนรู้และให้ประสบการณ์เชิงการเรียนรู้แก่ประชาชน สื่อ เวทีการเรียนรู้ของชุมชน ตลอดจนเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ก็มีพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสามารถแพร่กระจาย สร้างโอกาสเข้าถึง และมีบทบาทเป็นองค์ประกอบหนึ่งในชีวิตประจำวันของประชาชนและชุมชนมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ การพัฒนาศักยภาพในการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาเรียนรู้ชุมชน จึงเป็นวิถีชุมชนและศักยภาพใหม่ของชุมชน ทั้งชุมชนในชนบทและชุมชนในสังคมเมือง ที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความเป็นท้องถิ่นและโลกาภิวัตน์ ในอันที่จะสามารถเรียนรู้และเลือกสรรการเปลี่ยนแปลง ด้วยการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพัฒนาการทางด้านต่างๆของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา

การอาศัยอยู่ในชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

การพัฒนาชุมชนเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

ที่จะปรับปรุงความเป็นอยู่และมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในชนบทให้ดียิ่งขึ้นในระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ วิชาการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆกับพัฒนากรให้ปฏิบัติงานร่วมกันตามหลักการระเบียบและวิธีการในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานพัฒนาชุมชนโดยอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างส่วนราชการต่างๆของจังหวัด กระทรวงมหาดไทยมีนโยบายให้ข้าราชการของทั้งสองกรมนี้ได้มีโอกาสศึกษา ประชุม สัมมนาและร่วมกันปฏิบัติงาน พัฒนาชุมชน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ตลอดจนสามารถสนองตอบต่อการกระจายการพัฒนาได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ดังนั้นการพัฒนาในอนาคตจะเน้นที่การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในภูมิภาคและชนบทให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีเศรษฐกิจชุมชนที่มั่นคงเป็นตัวนำและเป็นฐานในการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตในอนาคต ทั้งนี้ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรประชาชนจำเป็นจะต้องเข้ามาเสริมบทบาทของภาครัฐซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาเดิม ซึ่งเป็นการผนึกกำลังในการพัฒนาและนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชน

ชุมชนต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก

ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตลอดเวลา มีการเตรียมพร้อมและมีความคล่องตัวในการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเองเสมอ โดยไม่ยึดติดอยู่กับความคิดหรือวิถีปฏิบัติแบบเดิม แต่สนใจและติดตามความเป็นไปของโลก พร้อมกับเปิดรับข้อมูลข่าวสารใหม่ๆและสามารถนำข้อมูลที่ได้มาประยุกต์ใช้กับชุมชนตนเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ชุมชนใดก็ตามที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอกได้ ย่อมต้องประสบกับความเสื่อมถอยและยากที่จะอยู่รอดได้ในโลกอนาคต

การสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในชนบท

(1)ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สื่อมวลชน และสร้างเครือข่ายการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสื่อสารเพื่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้
(2)จัดให้มีการฝึกอบรมอาชีพด้านต่างๆที่สอดคล้องกับศักยภาพของชุมชนและท้องถิ่นโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม
(3)รับรองวิทยฐานะการเรียนรู้ของชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนชุมชน วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัยชาวบ้าน โดยรัฐให้การช่วยเหลือตามความเหมาะสม
(4)เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในการเลือกประกอบอาชีพและการดำรงชีพผ่านสื่อต่างๆที่หลากหลาย

เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชนเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี


เทคโนโลยี เป็นการนำความรู้ ทักษะและทรัพยากร มาสร้างสิ่งของเครื่องใช้หรือวิธีการ โดยผ่านกระบวนการเพื่อแก้ปัญหา สนองความต้องการหรือเพิ่มความสามารถในการทำงานของมนุษย์

เทคโนโลยีการศึกษาชุมชนและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน เป็นการผสมผสานทรัพยากร ภูมิปัญญา และทุนศักยภาพของชุมชนและท้องถิ่น เข้ากับวิทยาการและเทคโนโลยี ทั้งในระดับท้องถิ่นและของโลก เพื่อการพัฒนาระบบปฏิบัติการและบริหารจัดการตนเองของชุมชน ให้ชุมชนและสมาชิกในชุมชน นับแต่ระดับปัจเจก ครอบครัว การรวมกลุ่มแบบต่างๆ ตลอดจนกลุ่มการรวมตัวเป็นชุมชนความสนใจด้วยประเด็นที่มีร่วมกัน ให้มีความสามารถทางการปฏิบัติและเรียนรู้ เพื่อดำเนินการสิ่งต่างๆอันก่อให้เกิดสุขภาวะสาธารณะของชุมชนดังที่พึงประสงค์ แก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆของปัจเจกและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อเกิดสัมฤทธิผล ประหยัดและสมเหตุสมผล สร้างโอกาสและเพิ่มพูนศักยภาพเพื่อการบรรลุจุดหมายในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทางเลือกใหม่ๆของสังคมไทยและสังคมโลก สอดคล้องและกลมกลืนกับเงื่อนไขความพร้อมในบริบทของชุมชนและความเป็นท้องถิ่น รวมทั้งไม่จำกัดโอกาสของคนในรุ่นอนาคต ทำให้ชุมชนเป็นหน่วยการเรียนรู้และปฏิบัติการเชิงสังคมเพื่อจัดการความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีพลวัตร อีกทั้งสร้างเสริมความเป็นชุมชน ความเป็นประชาคม ให้มีความเข้มแข็งและจัดการตนเองได้อย่างสอดคล้องกับพัฒนาการของสังคมภายนอกได้อยู่เสมอ เคลื่อนไหวมิติสังคมวัฒนธรรม การสื่อสาร ความรู้ การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและระบบสังคมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และสร้างความเป็นพลเมืองประชากรที่ดีให้แก่สังคม เพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาวะของสังคมและเพิ่มโอกาสริเริ่มความสร้างสรรค์สิ่งต่างๆเพื่อนำความเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดังที่พึงประสงค์ร่วมกันได้มากยิ่งๆขึ้น

เทคโนโลยีการศึกษาชุมชน ประกอบด้วยแนวคิด ทฤษฎี ระบบภูมิปัญญา ความรู้ ระบบหนังสือ ระบบข้อมูลและทรัพยากรความรู้เพื่อท้องถิ่น การจัดการอย่างมีส่วนร่วม การสร้างความร่วมมือและพัฒนาเครือข่ายการจัดการ เครือข่ายการสื่อสารและการแบ่งปันเรียนรู้ เครื่องมือ วิธีการ กลไกและอุปกรณ์เพื่อขยายขีดความสามารถทางปัญญา การเรียนรู้ และการปฏิบัติในการแก้ปัญหาและมุ่งบรรลุจุดหมายดังที่พึงประสงค์ด้วยการพึ่งศักยภาพของปัจเจกและวิถีปฏิบัติของชุมชนเป็นหลัก ทั้งนี้ โดยมุ่งเน้นการผสมผสานภูมิปัญญาและทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นของชุมชนเข้ากับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของประเทศและของโลกให้มีความเหมาะสม มีความสมดุลทั้งมิติความทันสมัยทางรูปแบบและวิถีปฏิบัติบนฐานความรู้พอเพียง ส่งเสริมวัฒนธรรมและระบบภูมิปัญญาของชุมชน สร้างปฏิสัมพันธ์และจัดความสัมพันธ์ที่เหมาะสมของปัจเจกและชุมชนกับความเป็นมนุษย์ ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งเงื่อนไขความเป็นท้องถิ่นและกระแสโลกาภิวัตน์

เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาชุมชน จึงเป็นแนวทางการพัฒนาระบบและกลวิธีปฏิบัติการเคลื่อนไหวการเรียนรู้ของชุมชนในวิถีใหม่ๆ ด้วยการบูรณาการทางนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเรียนรู้ในระดับชุมชนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างศักยภาพการจัดการความรู้และการบริหารจัดการตนเองของชุมชน ให้สอดคล้องกลมกลืนกับสภาพการณ์ทางสังคมเทคโนโลยีและพัฒนาการทางด้านต่างๆของสังคมไทยและสังคมโลก สร้างเสริมความเป็นพลเมืองในบริบทประชาสังคม รวมทั้งส่งเสริมศักยภาพการมีส่วนร่วมการพัฒนาของปัจเจกและชุมชน ให้สังคมสามารถบรรลุจุดหมายการพัฒนาทางด้านต่างๆในทางเลือกใหม่ๆได้มากยิ่งๆขึ้น

เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับการเดินทางท่องเที่ยวของชุมชนผู้อยู่อาศัย San Carlos

การพัฒนาเทคโนโลยี นับเป็นความก้าวหน้าของมนุษย์ในการนำเอาความรู้ในหลายๆ ด้าน มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทาง ก็เป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งของการใช้ความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะศาสตร์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์มาใช้ เพื่อช่วยให้ประชาชนและสังคม สามารถเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจะเข้าใจว่าเทคโนโลยีมีบทบาทในการท่องเที่ยวค่อนข้างเป็นเรื่องท้าทาย ในขณะเดียวกัน 2 ความคิดนี้ดูเหมือนขัดแย้งกัน แต่อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปข้างหน้า ซึ่งมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมทั้งทุกๆ การพัฒนายังมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสถานที่และวิธีการท่องเที่ยว อีกทั้งวิธีการจองการ

เดินทาง และบริการอื่นๆ คนส่วนใหญ่เชื่อว่าผลกระทบที่มากที่สุดของเทคโนโลยี คือ วิธีการขายผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว โดยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดจำหน่ายโดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ตได้เปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้จัดหาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวปฏิบัติต่อลูกค้าของพวกเขาในภาคการท่องเที่ยวตลอดไป

เทคโนโลยีผสมกลมกลืนกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยการพัฒนาต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของโทรศัพท์มือถือ Smart Phone และ Tablet ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งหมายถึงผู้คนจะเชื่อมต่อกันตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกบ้าน ดังนั้น ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีมีบทบาทในอนาคตอย่างมากในการยกระดับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของนักเดินทาง เนื่องด้วยบริการบอกตำแหน่งสถานที่ (Location-based services) เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้จัดหาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางต่างๆ มีความสามารถในการติดตาม, โต้ตอบกับนักท่องเที่ยวได้ดีกว่า ทำให้พวกเขาได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำกว่า ซึ่งเป็นการทำให้ความพอใจของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น โลกปัจจุบันที่อยู่ในช่วงรอยต่อของการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวอย่างเช่น iPad ได้เปลี่ยนแปลงการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะให้มาอยู่ในมือของผู้บริโภคแทน ธุรกิจที่สนใจในเทคโนโลยีแบบนี้และสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างเต็มที่จะมีข้อดีเหนือกว่าคู่แข่งด้วยการเข้าถึงและการขยายความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนกับลูกค้า

แม้ว่าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีการใช้กันอย่างกว้างขวางในภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ครอบคลุมในทุกภาคส่วน ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมการบินที่ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาตั้งแต่ต้นในการบริหารจัดการและทำให้การปฏิบัติการต่างๆ ง่ายขึ้น โดยเกิดข้อดีมากมาย แต่ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมโรงแรมที่พักต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวขนาดเล็กกลับสนใจระบบนี้น้อยกว่าและเริ่มจะหันมาสนใจไม่นานนัก ทั้งๆ ที่ในครึ่งศตวรรษมีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่จะเห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น รวมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศยังคงเป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วย

การแก้ไขปัญหาของชุมชนผู้อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น

การแก้ไขปัญหาของชุมชนผู้อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น

ตามที่ รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยแก่คนจนในเมืองที่ ยังไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัด ชุมชนบุกรุก กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ผู้อยู่อาศัยกระจัดกระจายอยู่นอกชุมชน ผู้อยู่อาศัยในบ้านเช่า บ้านพักตามโรงงาน ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยต่ำกว่ามาตรฐาน ขาดบริการพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต จึงมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยการเคหะแห่งชาติ และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)ร่วมกันพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว การเคหะแห่งชาติ และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้จัดทำและนำเสนอแนวทางและโครงการนำร่อง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามนโยบายดังกล่าวเป็น 2 โครงการใหญ่ คือ โครงการบ้านเอื้ออาทร สำหรับผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และโครงการพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัด โดยมีสาระสำคัญของโครงการ โดยสรุป ดังนี้

โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส “โครงการบ้านเอื้ออาทร” โดยการเคหะแห่งชาติ เป็นโครงการเสริมสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มี รายได้ครอบครัวละไม่เกิน 10,000 บาท และ 15,000 บาท (ระดับรายได้ในปี 2546) โดยการจัดสร้างที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานในชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการที่จำเป็นและองค์ประกอบชุมชน เช่น ตลาด ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่ประกอบอาชีพหรืออุตสาหกรรมขนาดย่อม ฯลฯ ในระดับราคาที่สามารถรับภาระได้ โดยมีกรรมสิทธิ์ในลักษณะการเช่าซื้อเป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง รวมทั้งการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้อยู่อาศัยในการพัฒนา ชุมชนของตนเอง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน โครงการบ้านเอื้ออาทร มีเป้าหมายดำเนินการทั้งโครงการจำนวน 11,727 หน่วย โดยจัดสร้างทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและในเมืองหลักเมืองรองในภูมิภาค โดยการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จำนวน 4,175 หน่วย และระยะที่ 2 จำนวน 7,552 หน่วย โดยมีวงเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 4,000,620,229 ล้านบาท ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้มีความสามารถในการจ่ายเพื่อซื้อที่อยู่ อาศัย จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลในวงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยผ่านการเคหะ แห่งชาติ ซึ่งเป็นค่าพัฒนาสาธารณูปโภค และค่าก่อสร้างสาธารณูปการ การจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อจัดทำโครงการในอัตราดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 4% โดยทั้งนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน โดยจัดหาแหล่งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สำหรับกลุ่มเป้าหมายได้เช่าซื้อกับสถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำคงที่ ปรับทุกระยะ 3 – 5 ปี และมีระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 30 ปี โดยมีรูปแบบการผ่อนชำระแบบปรับอัตราทุกปี มีอัตราการปรับขึ้นประมาณ 2.5 – 5% ทุกปี และจำนวนค่าผ่อนชำระไม่เกิน 15% ของรายได้ครัวเรือน/เดือน