ที่อยู่อาศัยมีวิวัฒนาการมายาวนานบ้านในถิ่นฐานของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาช้านาน

3

ปัจจัยพื้นฐานของมุนษย์หนึ่งในนั้นก็คือ ที่อยู่อาศัย หรือที่เราเรียกว่า “บ้าน” การก่อสร้างอาคารนั้นได้มีวิวัฒนาการมายาวนาน บ้านในถิ่นฐานของประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาช้านาน ซึ่งเรามักเรียกการก่อสร้างบ้านแบบนี้ว่า “บ้านทรงไทย” ซึ่งเป็นการก่อสร้างตามความเหมาะสม ตามสภาพอากาศ วัสดุ พฤติกรรม สภาพสังคม และเทคโนโลยี ต่อมาสภาพแวดล้อมและปัจจัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม จากไม้ซึ่งเป็นวัสดุหลัก เริ่มหายาก มีราคาสูงขึ้น และทัศนคติที่ต้องการสร้างบ้านแบบฝรั่ง ที่แลดูทันสมัย หรือที่เรียกว่า “บ้านปูน” เพราะมีความสะดวกสบาย เหมาะกับการอยู่อาศัย ซึ่งช่วงเวลาในการวิวัฒนาการจากบ้านทรงไทยมาเป็นบ้านปูนในปัจจุบันนั้นใช้เวลาประมาณ 50-70 ปี

ปัจจุบันสภาพแวดล้อม และปัจจัยเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก อุณหภูมิตลอดปีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ร้อน หรือหนาว ทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศช่วย เพื่อให้สภาพอากาศภายในอาคารนั้นอยู่ในสภาวะอยู่สบาย หรืออุณหภูมิอยู่ประมาณ 25 องศาเซนเชียส ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอากาศภายในอาคารจะอยู่ประมาณ 32 องศาเซนเซียสนั้น หมายถึงต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อรีดเอาความร้อนในอากาศออกประมาณ 7 องศาเซนเซียส อันเนื่องมาจากปัญหาจากโลกร้อน ทำให้สภาพอากาศโดยทั่วไปนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายถึง อาคารปูน ที่ก่ออิฐฉาบปูนนั้น ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตลอดเวลา และภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ พายุ ลูกเห็บ ฟ้าผ่า ดินถล่ม โคลนถล่ม ตลอดจนภัยร้อน ภัยหนาว เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กระทบต่อการอยู่อาศัยในบ้านเรือนในปัจจุบัน และก็ยังมีแนวโน้มถี่ และรุนแรงมากยิ่งขึ้นตลอดเวลา

ขบวนการก่อสร้างบ้านแบบเดิมที่มีความสลับซับซ้อน วัสดุก่อสร้างนั้นมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากทรัพย์ทางธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ปริมาณวัสดุเสียเศษเป็นจำนวนมาก และการใช้แรงงานจำนวนมาก หลากหลายสาขา ก็มีแนวโน้มหายาก แรงงานขาดฝีมือที่ดี และมีราคาค่าแรงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นปัจจัยลบที่เข้ามากระทบต่อการก่อสร้างอาคารในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

วิถีชีวิตของคนไทยในสามช่วงเวลานี้กล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันและไม่มีความแตกต่างกันมากนัก

12

วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย คือ การเป็นสังคมเกษตรกรรมที่ทุกคนอาศัยอยู่รวมกันเป็นชุมชนในระดับครอบครัว เป็นครอบครัวขยายที่มีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่รวมกัน คือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน รวมทั้งมีญาติพี่น้องอาศัยอยู่ใกล้ชิดกัน โดยมีศูนย์กลางของชุมชน คือ ศาสนสถาน เช่น วัด มัสยิด ผู้ใหญ่ในชุมชน เช่น พระ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้รับการนับถือและเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งในชุมชน มีขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่น และความเชื่ออันเนื่องมาจากการเป็นสังคมเกษตรกรรม จากการนับถือศาสนาและความเชื่อดั้งเดิมเรื่องการนับถือผีสางเทวดาเมื่อเวลาผ่านไป สังคมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความคิด ค่านิยม อุดมการณ์ การเมืองการปกครอง และบรรทัดฐานทางสังคม ซึ่งมีผลให้วิถีชีวิตของคนไทยในสมัยต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน

วิถีชีวิตของคนไทยในสามช่วงเวลานี้กล่าวได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันและไม่มีความแตกต่างกันมากนัก การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนไทยที่เห็นได้ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อมีการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา
สำหรับวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้นสรุปได้ดังนี้ ด้านการเมืองการปกครอง ในสมัยอยุธยาได้รับคติการปกครองแบบสมมติเทพมาจากเขมรที่ผู้ปกครองเปรียบดังเทพเจ้า จึงมีข้อปฏิบัติตามกฏมณเฑียรบาลที่ทำให้ผู้ปกครองมีความแตกต่างจากประชาชน เช่น การใช้ราชาศัพท์ การมีพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับราษฎรจึงห่างเหินกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองก็เป็นธรรมราชาด้วยเช่นกัน สำหรับประชาชนถูกควบคุมด้วยระบบไพร่ ต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้กับทางราชการ

ด้านเศรษฐกิจ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองและยังชีพอยู่ได้ ราษฎรสามารถผลิตสิ่งของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันใช้เองในครัวเรือน การค้าขยายตัวไม่มากเพราะถูกผูกขาดโดยพระคลังสินค้า สินค้าของตะวันตกส่วนใหญ่ขายได้เฉพาะสินค้าบางประเภท เช่น อาวุธปืน กระสุนปืน และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ใช้ในราชสำนักหรือสำหรับกลุ่มที่มีฐานะ การติดต่อค้าขายกับภายนอกมากขึ้น ทำให้มีการจัดระเบียบหน่วยงานต่าง ๆ ชัดเจน เช่น มีกรมท่าและพระคลังสินค้าดูแลการติดต่อและการค้ากับต่างประเทศ การจัดระบบภาษีอาการและระบบเงินตรา ด้านสังคมและวัฒนธรรม จากการติดต่อกับชุมชนภายนอก ไม่ว่าทางการค้า การทำสงคราม รวมถึงมีชาวต่างชาติเข้ามารับราชการในราชสำนัก ทำให้สังคมไทยสมัยอยุธยาได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณีจากเขมร อินเดีย มอญ จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย อาหรับ ยุโรป เช่น การกำหนดชนชั้นของคนในสังคม กฎหมาย ประเพณี พระราชพิธีและธรรมเนียมในราชสำนัก วิถีการดำเนินชีวิตต่าง ๆ เช่น การดื่มชา การใช้เครื่องถ้วยชาม เครื่องเคลือบ การปรุงอาหาร และขนมหวาน

แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในสังคมไทยมีที่มาหลายทางส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดแบบสหกรณ์

12

สังคมชนบท หมายถึง เขตนอกเมือหลวงหรือเมืองใหญ่ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม สภาพความเป็นอยู่คล้ายคลึงกัน ชาวชนบทที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันฉันท์มีความผูกพันฉันท์พี่น้องสังคมชนบทมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกในครอบครัวมักช่วยกันทำงานเพื่อผลิตอาหาร ชาวชนบททำงานเป็นฤดูกาลมีความผูกพันกับศาสนา ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาอย่างเคร่งครัด วัดเป็นศูนย์กลางรวมจิตใจของชาวชนบท รวมทั้งใช้ประกอบกิจกรรม พิธีกรรมต่างๆ และใช้ด้านการศึกษา สภาพสังคมชนบทในปัจจุบันทำให้เกิดปัญหา 2 ประการ คือ ปัญหาทางสังคมซึ่งชาวชนบทต้องประสบ เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางวัฒนธรรม ปัจจุบันชาวชนบทได้รับวิทยาการสมัยใหม่ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชาวชนบทเป็นอันมาก เช่น เครื่องจักรทุ่นแรงสำหรับการประกอบอาชีพ อุปกรณ์ที่ทำให้การดำรงค์ชีวิตได้รับความสะดวกสบายขึ้น อันส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และมีความสิ้นเปลืองมากขึ้นตามไปด้วย

สังคมเมือง หมายถึง บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางของความเจริญต่างๆ การคมนาคมสะดวก ประชาชนประกอบอาชีพหลากหลาย ความสัมพันธ์ของคนในสังคมเมืองเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน โดยมากมักจะติดต่อกันด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงใจที่มีต่อกันน้อยมาก ความสัมพันธ์ของชาวเมืองมีการจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ สังคมเมืองมีลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็กสมาชิกในครอบครัวมักจะประกอบอาชีพแตกต่างกัน วัดเป็นเพียงแหล่งประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ได้เป็นศูนย์รวมจิตใจเหมือนกับสังคมชนบทพฤติกรรมของชาวเมืองจะยึดกฏหมายเป็นหลัก เศรษฐกิจในสังคมเมืองจะมีความยุ่งยากมาก แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนในสังคมไทยมีที่มาหลายทาง ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดแบบสหกรณ์ และแนวคิดเกษตรผสมผสาน ส่วนหนึ่งมาจากรากฐานทางพุทธศาสนาและงานพัฒนาของคริสต์ศาสนา ส่วนหนึ่งจะมาจากแนวคิดของนักพัฒนาเอกชน และสุดท้ายที่มีพลังทางสังคมค่อนข้างมาก คือแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเสนอ “ทฤษฎีใหม่” และ “แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งก็มีแนวคิดของนักคิดไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหรือสอดคล้องกับเศรษฐกิจชุมชน

การสื่อสารเพื่อพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง

เมื่อสมัยมนุษย์ดำรงชีวิตในยุคหินมนุษย์ต้องล่าสัตว์ หาอาหาร การดำรงชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารกันน้อยมาก ต่อสภาพสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม มนุษย์มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน แต่ก็ยังเป็นการค้าขายและแลกเปลี่ยนกันไม่มากนัก ต่อมาก็พัฒนาเข้ามาสู่สังคมอุตสาหกรรม ยุคนี้มนุษย์เริ่มมีการสื่อสารกันมากกว่าเดิม เนื่องจากจะต้องค้าขายกันมากขึ้น สำหรับยุคปัจจุบันสังคมของมนุษย์ก็เข้าสู่ยุคสังคมของการสื่อสาร มนุษย์เรามีการสื่อสารกันอย่างมากมาย และกว้างขว้างมากกว่ายุคใดๆ

การสื่อสารในยุคแรกๆ เรามักจะสื่อสารในรูปแบบ คนต่อคนหรือบุคคลต่อบุคคล ต่อมาเป็นการสื่อสารระหว่าง บุคคลกับกลุ่มคน มนุษย์เริ่มใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย เช่น วิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงเป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นอันได้แก่ อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

สำหรับปัจจุบันถ้าพูดถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ประเด็นเรื่องค้าปลีก ร้านโชห่วยของไทย ต้องพ่ายแพ้ กับร้านเทสโก้ โลตัส ซึ่งมีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหนึ่งก็คือ เทสโก้ โลตัส ใช้การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตทำให้รู้ข้อมูลจำนวนสินค้าต่างๆ โดยมีการเชื่อมโยงกับร้านค้า โรงสี ต่างๆ ซึ่งคงไม่แตกต่างกับ 7-11 คาร์ฟูร์ แม็คโคร ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ซึ่งก็มีการเชื่อมโยงโดยระบบการสื่อสารโดยมีการเชื่อมโยงในลักษณะเช่นเดียวกับ เทสโก้ โลตัส ซึ่งทำให้ลดต้นทุน ลดการเก็บสินค้าคงคลัง ฯลฯ

การได้เปรียบในการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีในลักษณะนี้ ทำให้ร้านโชห่วยของไทยต้องมีการปิดตัวลงเป็นอันมาก

ระบบโทรศัพท์มือถือ มีความจำเป็นมากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากเทคโนโลยีทำให้โทรศัพท์มีราคาถูก เราคงเห็นในปัจจุบัน การใช้โทรศัพท์บ้านในหลายๆบ้าน แทบไม่ได้ใช้เลย รวมทั้งธุรกิจค่ายเพลงก็มีการปรับตัวอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี โดย ผู้บริโภคหันมาฟังทางโทรศัพท์กันมากขึ้น และฟังทางเครื่องเล่น MP3 มากขึ้น ทำให้กิจการเทป รวมทั้งกิจการแผ่นซีดีต้องปิดตัวไป ตัวแทนจำหน่ายก็ต้องปิดกิจการไป ทำให้โทรศัพท์มือถือมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน

ระบบการส่งจดหมายก็มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการรับส่งจดหมายทางอินเตอร์เน็ตกันมาก

ระบบการทำหนังสือต่างๆ ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เริ่มมีการจัดเก็บโดยใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ต อีกทั้งกิจการโรงพิมพ์ต่างๆ ที่พิมพ์หนังสือออกมาเป็นเล่ม ในปัจจุบันและอนาคตคงต้องปรับตัว อันเนื่องจากเทคโนโลยีโดยเปลี่ยนจากหนังสือเป็นเล่มมาเป็นการทำหนังสือในลักษณะ E-BOOK แทน

ระบบการส่งข่าวและเครื่องมือการส่งข่าวมีความง่ายมากกว่าในอดีต ในยุคปัจจุบันใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ โดยการเขียนข่าวส่งข่าวผ่านอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชนหรือโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเราจะเห็นว่าเครื่องมือไม่ว่า จะเป็นโปรแกรมตัดต่อ คอมพิวเตอร์มีความทันสมัยขึ้น

ระบบกล้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและราคาถูก ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปแบบเคลื่อนไหวหรือกล้องถ่ายรูปนิ่ง ทำให้กล้องฟิล์ม กล้องบันทึกเทป หายไปจากตลาด

ระบบสถานีออกอากาศหรือสถานีส่ง เช่น การก่อตั้งวิทยุชุมชนซึ่งง่ายกว่าในอดีต รวมทั้ง โทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งการก่อตั้งสถานีวิทยุและโทรทัศน์ดาวเทียมมีต้นทุนที่ราคาถูกกว่าในอดีตเป็นอันมาก

ระบบสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องมาจากการสื่อสาร โดยเฉพาะ สังคมเครือข่าย เช่น Facebook , twitter HI5 ฯลฯ

มีเด็กรุ่นๆใหม่เล่นอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นในทุกๆปีซึ่ง กลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ถึง 24 ปี ใช้ Facebook เยอะที่สุด ในประเทศไทยและประมาณ 40 % ของประชากรทั้งหมด โดยมีคนใช้ประมาณเกือบ 8,000,000 คน (เป็นผู้ชาย 46 % ผู้หญิง 54 %)

ระบบการจัดเก็บข้อมูล เช่น YOUTUBE เปิดโอกาสให้คนโด่งดังได้ง่ายกว่าการใช้สื่ออื่นที่ต้องใช้ต้นทุนที่สูง เช่น หลายประเทศมีนักร้องที่ไม่ได้ไปแข่งขันในรายการทางโทรทัศน์ต่างๆ แต่ เอาคลิปไปลงใน YOUTUBE แล้วมีคนเปิดดูกันมาก ทำให้บริษัทค่ายเพลงต้องเซ็นต์สัญญาจ้างให้เป็นนักร้องในสังกัด ซึ่งการใช้หรือการลงคลิปใน YOUTUBE เปิดโอกาสให้คนเกือบทุกคนมากกว่าโทรทัศน์ อีกทั้งเราสามารถดูซ้ำได้ไม่เหมือนการดูโทรทัศน์ที่ไม่สามารถดูซ้ำได้

ดังนั้น การสื่อสารจึงมีความสำคัญมากในยุคปัจจุบัน การสร้างความเข้มแข็งในชุมชนก็เช่นกัน เรามีความจำเป็นจะต้องมีการสื่อสารเพื่อให้เกิดข้อมูลต่างๆ แก่ชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้เกิดความเรียนรู้ มีการพัฒนาองค์ความรู้มากยิ่งขึ้น

การพัฒนาชุมชนชนบทด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต


ทรัพยากรชีวภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นรากฐานของความมีกินมีใช้ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งทางด้านโภชนาการและการแพทย์ เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แหล่งเรียนรู้สำคัญของชุมชน แหล่งท่องเที่ยว สร้างความสมดุลทางธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษยชาติ ชนบทเป็นรากฐานแห่งความเจริญและความมั่นคงของชาติ เป็นที่รวมของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตและเป็นตลาดรองรับการขยายตัวของความเจริญเติบโตในภาคเศรษฐกิจสาขาอื่น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชนบทจึงเป็นปัญหาที่มีผลกระทบโยงใยถึงทุกส่วนของสังคม ได้แก่ ความยากจน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร และการขาดความรู้ที่จะช่วยยกระดับความสามารถของตนเองและความเป็นอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดการกระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร สนับสนุนให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งโดยการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียกระดับการผลิตและการแปรรูปที่ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณและคุณภาพที่ได้มาตรฐาน พัฒนาชุมชนให้มีแนวทางในการบริหารจัดการและพึ่งพาตนเองจากทรัพยากรในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ในชุมชนผ่านศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกร นักเรียน และเยาวชน เข้ามาใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ โดยมียุทธศาสตร์ในการดำเนินงานแบบมีพื้นที่เป้าหมายเพื่อสร้างเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆ เข้ามาเรียนรู้ เช่น หมู่บ้านผาคับและหมู่บ้านผาสุก อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เป็นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากการผลิตพืชหลังนา และการเพิ่มผลผลิตข้าวไร่ พื้นที่หมู่บ้านบ่อเหมืองน้อย และห้วยน้ำผัก อ.นาแห้ว จ.เลย เป็นพื้นที่ต้นแบบในการผลิตสตรอเบอรี่ และการแปรรูปผลผลิต พื้นที่หมู่บ้านอุดมและสมบูรณ์ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เป็นพื้นที่ต้นแบบในประหยัดพลังงาน และใช้ประโยช์จากป่าหัวไร่ปลายนา และหมู่บ้านบาลาและหมู่บ้านเจ๊ะเด็ง อ.แว้ง จ.นราธิวาส เป็นต้นแบบการพึ่งพาตนเองจากทรัพยากรในท้องถิ่น เป็นต้น

การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืนจะต้องให้ความสําคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข็มแข็งและมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ต้องเริ่มจากการพัฒนาคนหรือทุนมนุษย์ให้เข้มแข็งพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยการเสริมสร้างให้เป็นผู้ที่มีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงมีทักษะในการคิดเป็น ทำเป็น การคิดวิเคราะห์ การคิดทางวิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ มีคุณธรรม/จริยธรรม รู้จักสิทธิหน้าที่ของตนและให้ความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของผู้อื่น สามารถเลือกรับและใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมและนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องเสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพของทั้งในเชิงสถาบันระบบและโครงสร้างของสังคมให้เข็มแข็ง สามารถเป็นภูมิคุ้มกันการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต